วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

โลกใบใหม่ หัวใจ ดวงจันทร์

เกริ่นนำ
........
ดวงอาทิตย์ แต่ก่อน เขาเรียกกันว่าอะไร อาจจะเรียกว่า ที่ส่องแสงสว่าง หรือ ดวงไฟที่น่ากลัว ในเวลาค่ำคืน ตอนที่แสงสว่างไม่ส่อง แล้วแสงหายไปไหน แล้ว ความมืด มันมาจากที่ไหนกันนะ......ตอนกลางวันที่มีดวงอาทิตย์..เวลาเราหลับตา ทำไมมันถึงมืดได้ ทั้งที่เป็นตอนกลางวัน แล้วความมืดมันมาจากไหน มันอยู่ตรงไหน .....ความมืดคืออะไร แล้วทำไมคนถึงกลัวความมืด เช่นที่ป่าช้า ในเวลากลางวัน ทำไมไม่กลัว แต่ พอตกกลางคืน มืดค่ำ ไม่มีแสง ทำไม ถึงกลัวกัน
แล้วเวลานั่งสมาธิ ถ้าหลับตาแล้วอยู่กับความมืด มันทำให้จิตใจเราคิดอะไรได้ต่างๆนาๆ ทำไม ความมืด ถึง แสดงออกถึงความกลัว ความไม่น่าสัมผัส
แต่ทำไมเวลาคนเราจะนอนหลับ จะพักผ่อน ถึงต้อง หลับ...ให้เลยความมืดที่ตาหลับ แต่ยังต้องการ เลยความมืด อีก ก็คือ การลืมทุกสิ่ง หลับอย่างวางใจวางกาย ลืมสติ ลืมความจำได้หมายรู้ ไม่อยากจำอะไรอยากหลับ อยากลืม อยากไม่มีสติ ...แล้วถ้าคนเรา หลับไม่ลง หลับแล้ว จิตยังตื่นอยู่ สติยังมีอยู่ มันก็ หลับไม่ได้ น่ะสินะ....ถ้าเป็นแบบนี้...หลับไม่ลง สติไม่หลับ จิตไม่หลับ มีใครอยากเป็นแบบนี้บ้างครับ....หลับตาแล้วไม่มืด แต่ หลับตาแล้ว ยังสว่างโล่อยู่ สติรู้อยู่ จิตรู้มันตื่น ไม่หลับ ...สว่างทั้งที่ยังหลับตา มีใครอยากเป็น บ้างครับ...
นี่แหล่ะ เวลา ที่เราตาย แล้ว สติไม่ตาย จิตไม่ตาย มันรู้ มันตื่น มันไม่ดับจิต...ความทรงจำไม่ลืม ยังมีความจำได้หมายรู้ อยู่ ...สว่างอยู่ มันก็ไม่ตายจริงสินะครับ
แล้วเวลาที่นั่งสมาธิ แล้วพบกับความมืด ท่านกลัวอะไรมั้ย แล้ว พากันนั่งเพื่อเห็นแสง เห็นความสว่าง เพื่อหนีความมืดในใจ ..หลับตาแต่ไม่มืด นอนหลับแต่ตื่นอยู่ ตายแล้วไม่ดับ...มันปกติมั้ยครับ

........
โลก...ก้อนโลก ก้อนดาว ก้อนอังคาร ก้อนอุกกาบาต(ทำไมวิ่งได้) ก้อนดาวหาง( ทำไมวิ่งได้และมีแสง)
ที่จริงแล้ว(อันนี้ผมสงสัยเอง) โลกเราหมุนรอบดวงอาทิตย์ จริงหรือ หรือ ดวงอาทิตย์หมุนรอบ โลกเรา...โลกเราหมุนรอบตัวเองน่ะไช่ แล้วถ้าโลก มันหมุนและโคจรจริง แต่ไม่ได้โคจรรอบดวงอาทิตย์ แต่ เป็นโคจร รอบดวงจันทร์ แทนล่ะ มันเป็นไปได้มั้ย
คำว่าโลก คือ โลกวัฏฏะสงสาร แสดงว่า โลกนี่แหล่ะที่หมุนรอบตัวเอง ที่เคลื่อนที่เท่านั้น แล้วถ้าดวงจันทร์คือ แกนหมุนล่ะ เป็นไปได้มั้ย เพราะ เวลาทั้งปี ที่พสกันคิดว่า โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ แล้วทำไม กลุ่มดาว ดางดาวทั้งหลาย ทำไม ยัง อยู่ตำแหน่งเดิม อยู่จุดเดิม เรียงในแนวเดิมล่ะ ดาวไถ ก็ยังเป็นดาวไถ..ดาวเหนือก็ยังเป็นดาวเหนือ ดาวจรเข้ก็ยังเป็นดาวจรเข้ ไม่เห็น เปลี่ยน ตำแหน่ง เปลี่ยนจุดเลย ดาวอื่นๆ ก็ยังคงอยู่ในที่ของมัน ก็แสดงว่า โลกไม่ได้วิ่งไปไหน ไม่ได้วิ่งรอบดวงอาทิตย์ แต่ที่จริงแล้ว ดวงอาทิตย์ วิ่งรอบโลกเรา วิ่งรอบดาวทั้งหลาย
เวลาที่เรานั่งรถ ในระยะทางไกลๆ สภาพแวดล้อม ยังเปลี่ยนไปเรื่อยๆ รถวิ่งเร็ว เรานั่งในรถ...แต่ที่เปลี่ยนที่เคลื่อน กลับเป็น ทิวทัศน์ข้างทางเหมือนกับรถที่เรานั่ง ไม่ได้เคลื่อนที่....แต่ทำไมดาว ยังเหมือนเดิม
ถามว่าระยะทางจากโลกไปดวงอาทิตย์ หรือจากดวงอาทิตย์ มายังโลก ใครไปวัดครับ...คนที่วัดได้ เคยไปแตะสัมผัสดวงอาทิตย์มั้ยครับ ถึงวัดระยะทางได้..แล้วพวกคุณเชื่อเรื่องนี้หรือเปล่าครับ...และทฤษฏีความเร็วแสง คุณเชื่อหรือไม่ครับ ว่า แสงวิ่งได้ แสงเดินทางได้ คุณเชื่อหรือเปล่าครับ แล้วเวลาที่เราหลับตา แสงมันหายไปได้ยังไง แล้วความมืดเวลาหลับตา ความมืดมันมาจากไหน ความมืดมันวิ่งมาจากไหน เวลาลืมตา แสงก็มา แสงมาจากไหน มันวิ่งมาจากไหน ...เวลามืด เวลาหลับตา ความมืดมันวิ่งมาจากไหน มันเดินทางมาจากไหนครับ มีแต่ทฤษฏีความเร็วแสงเท่านั้นหรือครับ แล้วทฤษฏีความเร็วของความมืด ไม่มีหรือครับ
สิ่งที่เล็กที่สุด ที่พบคือ...อะตอม ในอะตอม มีนิวเครียส(เรียกกันอย่างนั้น)และรอบๆมี ขั้วบวกกับขั้วลบ โปรตรอน นิวตรอน.....ถามว่า อะตอม..มันหยุดนิ่งหรือ มันเคลื่อนอยู่ครับ

ในพืชที่เล็กที่สุดคือเซลล์ ถามว่าเซลล์มันนิ่งหรือ มันเคลื่อนอยู่ครับ

ไม้เกาหลัง..ตะปู.ถามว่า มันนิ่งหรือมั่นเคลื่อนครับ

การนับ 1 ถึง 100 ถ้า 100คือ จุดจบ ดังนั้น ถ้าการนับ คือการเติบโต..ก็แสดงว่าเป็นการเติบโต ไปสู่จุดดับ จุดเสื่อม...ถ้าจะนับแบบ การนับ ถอยหลัง จาก 100 ไป หา 1...คิดแบบนี้ ถูกมั้ยครับ

ถ้าสมมุติ คนเราเกิดมา อายุทั้งหมด 80 ปี ครึ่งชีวิตคือ 40 ปี ..จาก 1 ถึง 40 เป็นการโต แต่จาก 40 ถึง 80 เป้นการนับถอยหลัง เป็นการถอยหลังสู่การเสื่อม สู่การแตกดับ...คิดแบบนี้ได้มั้ยครับ

เราจุดบั้งไฟ ให้ มันขึ้นไปตรงๆ จากจุดเริ่มต้น...ขึ้นไปจนหมดเชื้อเพลิง จนถึงจุดสูงสุด แล้วบั้งไฟ ก็กลับ ลงมาและ ตกลง ที่จุดเดิม....ถามว่า การลอยและการตกที่ผ่ามานั้น...มันไม่เหลืออะไร เหมือนไม่เคยมีอยู่เลย...มีแค่ จุดเริ่มหรือจุดตก ที่เป็นจุดเดิม...เป็นจุดเดียวกัน....เหลือจุดเดียว..คิดแบบนี้ ได้มั้ยครับ

การเดินจงกลม จากจุดหยุดนิ่ง คือ จุดเริ่มต้น แล้วเริ่มเดิน เป็นการเริ่มเกิดขึ้น ที่ก้าวแรก และ เดินจนถึงจุด วกกลับ แล้วเดินกลับมา ที่จุดเริ่มต้นใหม่ ที่จุดเดิม...แสดงว่า การเดินที่ผ่านมานั้น ...เหมือนไม่เคยเดิน คิดแบบนี้ได้มั้ยครับ

แสดงว่า จุดที่เกิดขึ้น กลับ จุดที่ดับไป ...เป็นจุดเดียวกัน...มันรวมการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป...ที่จุดเดียวกัน....รวมเอาไว้ ที่ จุดเดียว....จุดเดียว ..คิดแบบนี้ ได้มั้ยครับ

แล้ว ในโลกเรา ทุกชีวิต เช่น มนุษย์เรา.....ร่างกาย มนุษย์เรา...ถ้าเปรียบเหมือน จุดเดียว ที่ รวมเอาไว้ทั้ง ...เกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป...รวมเป็นจุดเดียวทั้ง อดีตปัจจุบันอนาคต.....ในร่างเดียว สมมุติเดียว ชีวิตเดียว....ผมคิดแบบนี้ได้มั้ยครับ

ดังนั้นมนุษย์ที่มีชีวิตเดียว ร่างเดียว จุดเดียว แต่ ก็รวมไตรลักษณ์ คือ
รวมเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ในร่างเดียวจิตเดียว
รวมอดีตปัจจุบันอนาคต ในร่างเดียวจิตเดียว
รวมนรกโลกสวรรค์ ในร่างเดียวจิตเดียว.......จุดเดียว

จุดเดียว คือ อัตตา ที่เกิดบน อนัตตา......รวมลงมาที่จุดเดียว จุดเกิดคือจุดจบ...

แสดงว่า สิ่งมีชีวิต หรือโลก ที่เปลี่ยนได้ ไม่เที่ยง ที่เคลื่อน ที่ ตลอดเวลานั้น...มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป...มีแต่ในโลกเท่านั้น....แสดงว่า ความจริง สิ่งนี้ มันมีแสดงอยู่ที่เดียวคือโลก ไช่มั้ยครับ โลกคือที่แสดงไตรลักษณ์ได้ แสดงว่าความจริงนี้ แสดงอยู่ มีอยู่ และเรียนรู้ ได้ เฉพาะในโลกนี้ เท่านั้น ไช่มั้ยครับ
โลกเท่านั้นที่แสดงธรรม โลกเท่านั้นที่เคลื่อนไหว....ความจริงที่แสดง แสดงได้ ที่โลกเท่านั้น..ดังนั้น พระพุทธเจ้า จึง ตรัสรู้ ในโลก...คิดแบบนี้ ได้มั้ยครับ
ภพภูมิอื่น มีแต่นาม ที่แสดง ที่เคลื่อน เช่นเทวดา....เกิดแค่นาม เกิดเป็นรูปร่างเลย พอหมดบุญหล่อเลี้ยงก็ดับ นามเลย ..หายวับ...ไม่ได้แสดง รูปที่เคลื่อน ไม่สามารถสัมผัสรูปธรรม ตรงนี้...เลยไม่เห็นธรรมตรงนี้ คิดแบบนี้ ได้มั้ยครับ
ดังนั้นแล้วความจริงของรูปนาม ธาตุ 4 ขันธ์ 5 จึงสามารถ รับรู้ และเรียนรู้ได้ และเข้าใจได้ ก็แต่ในโลกนี้เท่านั้น คิดแบบนี้ ได้มั้ยครับ


ดังนั้นการรู้ธรรม ความจริง ของไตรลักษณ์นี้ จึงมีแต่ในโลก กับ มนุษย์เท่านั้น ไช่มั้ยครับ
และรูปนามที่จะรู้ธรรม ความจริง ในสิ่งที่ไม่เที่ยง ในสิ่งที่เคลื่อนอยู่ทั้งหลาย ต้องเป็นรูปนามที่ หยุดแล้ว สงบแล้ว นิ่งแล้ว ไม่วิ่งแล้ว จึงจะสามารถ มองเห็น สิ่งที่เคลื่อน สิ่งที่ไม่นิ่ง สิ่งที่ไม่เที่ยง ว่า มันล้วนแล้วแต่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป ด้วยกันทั้งสิ้น..แสดงว่า ถ้า จุดเดียว ชีวิตเดียว จิตเดียว นิ่ง สงบ ไม่หลง ไม่เผลอ ไม่เคลื่อน ....จุดเดียวนี้ ก็จะ เห็นความจริงของทุกสิ่งในโลกที่มันเคลื่อนอยู่ ไม่นิ่งอยู่ ไม่เที่ยงอยู่ และจะเข้าใจไตรลักษณ์ เข้าใจธรรม เข้าใจความจริง....จะได้ เข้าใจเหมือนที่เจ้าชายสิทธัตถะ เข้าใจนั้น...คิดแบบนี้ ได้มั้ยครับ

ความไม่ประมาท

ความไม่ประมาท

ความไม่ประมาท....คือ....การมีสติ ระวัง ป้องกัน ดูแลตนเอง ให้ทั่ว ทั้ง หน้า หลัง ซ้าย ขวา บน ล่าง ...มีสติอยู่กับตัว จะได้ไม่เผลอ ไม่หลง ไม่พลาด...ไปกับสิ่ง ที่เคลื่อนอยู่รอบตัว กับสิ่งที่มองไม่เห็น กับสิ่งที่ไม่คาดคิด...กับสิ่งที่ไม่เที้ยงทั้งหลายในโลก


เช่น คนเรา ไม่รู้หรอกว่า ตนเองจะหิว เวลาใด คนอื่นจะหิวเวลาใด ลูกเมียจะหิวเวลาใด ญาติพี่น้องเพื่อน จะหิวเวลาใด....แต่ถ้าตัวเองไม่หิว เราก็ไม่สนใจไม่เตรียมพร้อม ไม่สะสมอาหาร ไม่รอบคอบ ไม่ป้องกัน วันที่ขาดแคลน....ไม่เพื่อตนเองและเพื่อคนอื่น
ความป่วยไข้ไม่รู้ จะเข้ามาตอนไหน ความเจ็บไม่รู้จะเข้ามาตอนไหน ความตายไม่รู้จะเข้ามาตอนไหน ความหิวไม่รู้ มันจะเข้ามาตอนไหน....ไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้ มันเข้ามาที่ตัวเรา หรือ ลูกเมียเรา ญาติเรา เพื่อนเรา....ตอนไหน..เราก็เลยไม่สนใจ

แต่เมื่อสิ่งเหล่านี้มาถึง ความหิว ความเจ็บป่วย ความตาย ถ้าเราไม่พร้อมก็จะเกิดทุกข์กับมันได้...ถ้าเราไม่หิว เราไม่เจ๊บป่วย เราไม่ตาย...เราไม่ทุกข์หรอก....แต่ถ้า เป็นลูกเมีย ญาติพี่น้อง เพื่อนเรา พากันหิว พากันเจ็บป่วย พากันตาย...ถ้าเราไม่รับรู้ก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้า ทุกข์ของพวกเขาเหล่านี้ เราเกิดรับรู้ พวกเขามาหาเรา หวังพึ่งเรา หวังอาศัย ข้าวปลาอาหาร น้ำ ยารักษาโรค ความคุ้มครอง จากเรา...อยากให้เราช่วย....ถ้าเราช่วยไม่ได้ ก็ต้องทุกข์กันทั้งสองฝ่ายกันเลยทีเดียว......นี่เอง เพราะ ไม่เตรียมพร้อม เราประมาทคนเดียว ตายทั้งกลุ่ม....

แล้วถ้าเรา มีอาหารเหลือ ยารักษาโรคเหลือ มีการเตรียมพร้อม สะสม เพื่อเอาไว้ ดับทุกข์ ของคนอื่นล่ะ...เมื่อเราช่วยให้คนอื่นพ้นทุกข์ จาก ความหิว ความเจ็บป่วย พ้นจากความอดตาย ได้ล่ะ....เมื่อเราช่วยพวกเขา พวกเขาก็ จะ เป็นมิตรกับเรา ไว้ใจเรา เชื่อใจเรา และ ให้ใจซึ่งกันและกัน...เป็นกัลยาณมิตรต่อกัน

เวลาเราอยู่ร่วมกัน รวมกันอยู่ ความสามัคคี ย่อมเกิด...น้ำใจไมตรี การดูแลเอาใจใสในกันและกัน ห่วงใยดูแลทุกข์สุข ให้กันได้ อาศัยพิ่งพิงกันและกันได้ เหมือนญาติพี่น้อง ..ดังนั้น เมื่ออยู่ร่วมกัน ก็จะ สามัคคีกันทั้งหมู่คณะ...ไม่ต้องเหมือนอยู่ตัวคนเดียว เป็นเหมือนพี่น้อง ญาติกัน ครอบครัวเดียวกัน....ทุกคนก็สบายใจ ไว้วางใจกัน ทุกคนก็จะมีสติอยู่กับ ปัจจุบัน ที่เห็นอยู่ตรงหน้า ของตนเอง ไม่ต้องมาห่วงหน้า พะวงหลัง ไม่ต้อง ระวัง หลัง ซ้าย ขวา บน ล่าง หรือ แม้แต่ข้างหน้า ก็มีเพื่อนที่ดี คอยดูแลเอาใจใส่ห่วงใยกันและกัน

ซึ่ง อยู่กันแบบ ไว้วางใจ สบายใจ ไม่ต้องระวังอะไร ไม่ต้องพะวงอะไร ไม่ต้องห่วงอะไร
สบายกาย สบายใจ....ไม่ต้อง ระวัง

ไม่ต้องระวัง

ไม่ต้องระวัง

ความไม่ประมาท ของ ผม คือ ไม่ต้อง ระวังอะไรเลย...ปลอดภัย สบายกาย สบายใจ ได้แล้วนั่นเอง....เลยพ้นจากความไม่ประมาท และ ประมาท

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

รูปภาพเพิ่มนะครับ




ขออธิบายภาพนี้ นะครับ ..จะเห็นว่า ภาพวงกลมตรงกลาง คือ ปัจจุบันที่ต้องมีสติรักษากายใจ มีสติอยู่กับ ปัจจุบัน ด้วยสติ ที่ เต็ม ร้อย บริบูรณ์...ไม่ต้อง แบ่งสติ ส่งสติ ไปคิด ถึงเรื่องที่ยังมาไม่ถึง เรื่องของอนาคต....เพราะ อนาคต คือ สิ่งที่บริสุทธิ์ ว่าง แบบ ไร้สมมุติใดใด...อยู่แล้ว

และ เมื่อเรา มีสติ รู้ ตื่น อยู่กับกรรม ของปัจจุบัน เต็มร้อย...เมื่อใดที่ปัจจุบัน ได้เลื่อน ได้ผ่าน ไปเป็น อดีตไปนั้น...เนื่องจากเราทำปัจจุบันเอาไว้ดีแล้ว บริสุทธิ์อยู่ เมื่อ ปัจจุบัน กลายเป็นอดีต...มันก็จะเป็นอดีต ที่ไร้รอยมลทิน ไร้ข่อบกพร่องใดใด ที่ ผิดพลาด ที่ต้องกลับไปแก้ไข ที่ต้องเก็บเอามาคิด ให้ เปลืองพื้นที่ของสมอง ให้เปลืองพื้นที่ของสติ ในปัจจุบัน...นั่นก็คือ อดีตเมื่อพ้นแล้ว พ้นเลย อดีตดีแล้ว...สติที่อยู่ปัจจุบัน ก็ไม่ต้อง แบ่งสติไปอยู่กับอดีต ...ไม่ต้องแบ่งความคิด ไปคิดกับเรื่องที่เป็นอดีต กับเรื่องที่มันผ่านไปแล้ว นั่นเอง...ดังนั้น...สติ หรือ การรู้ตัว หรือ ความคิด จึงยังคงอยู่กับ กายใจ ที่เป็น วันนี้ ที่เป็นปัจจุบัน อยู่ เต็ม ร้อย........ดังเดิม


ส่วนรูป ข้างล่างนั้น...ดูที่แถวปัจจุบัน หมายความว่า...ถ้าหากในใจเรา กรรมของเรา สติเราเผลอ พลาด ทำความไม่ดี ทำความผิดพลาด ทำไม่ดีพร้อม มีข้อบกพร่อง เกิดขึ้น ในกรรมทั้งหลาย ที่เป็นของวันนี้ ที่เป็นปัจจุบัน..ทำให้ เกิดสิ่งที่ไม่ดี 25 เปอร์เซ้นต์...แทนที่ปัจจุบัน จะดี ครบ 100 กลับ ดีแค่ 75..แล้วมีส่วนไม่ดี มาแทนที่ในหัวสมอง ในความคิด ในสติ ของเรา..25 เปอร์เซ็นต์.....อันความไม่ดี 25 ส่วน นี้แหล่ะ ...เมื่อ วันนี้ ปัจจุบันที่ พลาด แก้ไม่ได้ เมื่อมันผ่านพ้นไป กลายเป็น วันวาน กลายเป็นอดีต...มันก็เป็นอดีต ที่ดีไม่เต็ม 100 แต่กลายเป็นอดีต ที่มีข้อผิดพลาด หมองมัว มีข้อบกพร่อง..อยู่ 25 ส่วน ที่ แก้ไม่ได้ 25 ส่วนที่ไม่ดี ที่มีอยู่.....แต่ว่ามัน กลายเป็น วันวานกลายเป็นอดีตไปแล้ว....แต่ วันนี้ ปัจจุบันนี้ เราต้อง เจอกับ วันใหม่ เรื่องใหม่ แทนที่เรา จะ รับมือกับ วันนี้ ปัจจุบันนี้ ด้วย สติ ด้วยใจ ด้วยสมอง ด้วยความคิด ที่เต็ม 100 ก็ไม่ได้แล้ว....นั่นเพราะ อดีตที่รู้อยู่ว่ามันผิด มันไม่ดี มันยังไม่ได้ รับการแก้ไข ให้ ดีไม่ได้นั้น...มันมีอยู่ จำได้อยู่ รู้อยู่....การที่รู้อยู่จำได้อยู่ ว่ามันมีอยู่ นี่แหล่ะ....หมายถึง ในสมอง ในจิต ในใจ ในความคิด ของปัจจุบัน ที่ สติ ควรจะดีเต็ม 100 กลับ ลดลงเหลือ แค่ ดี 75 ส่วน อีก 25 ส่วน กลับไปติด อยู่กับอดีต 25ส่วนกลับไป จมปลัก ทุกข์ ติด อยู่กับ อดีต ที่มันผ่านมาแล้ว....ซะงั้น...สุดท้าย ปัจจุบัน สติ สมอง ความคิด ใจ ก็เลย กับมือกับ ปัจจุบันได้ ไม่เต็มร้อย ไม่ดีเต็ม 100 เท่าเดิม....พอรู้ว่า ตนเอง ปัจจุบัน ดีไม่เต็ม 100 ก็ เลยคิดอยากแก้ อดีต ...ก็เลย ส่ง ความคิด สติที่ดี ที่เหลือ อยู่ 75 นั้น ไปแก้ อดีต ที่ไม่ดีนั้น....แต่กลับเป็นการ ทำร้ายตนเอง เพราะ เมื่อ สติส่วนที่ดี 75 นั้น พอกลับไปคิด ถึง 25 ส่วนที่ไม่ดีเมื่อไหร่ ก็กลายเป็น เอาดี75 ไปเปลื้อน กับ สิ่งไม่ดี 25 นั้น ทันที กลายเป็น ...ไม่ดี 100 เปอร์เซ็นต์ ในทันที.....เพราะ ตอนที่ อดีตที่ไม่ดี 25 เปอร์เซ็นต์ นั้น ตอนที่มันเป็น ปัจจุบัน นั้น ท่านก็ ยังแก้ไม่ได้ ...ทั้งที่มันคือปัจจุบัน ปัญญา ยังแก้ไม่ได้...แล้ว พอมันกลายเป็น อดีต..ที่เป็น อกุศล อดีตที่ไม่ดี แล้ว...มันจะแก้ ได้ยังไงกันเล่า.....สุดท้าย อดีตที่เป็นอกุศล อดีตที่ไม่ดี ก็กลายเป็นเหมือน เจ้ากรรมนายเวร ที่..ส่งผล มาที่ปัจจุบัน....ทำให้ ปัจจุบัน ต้อง จมจ่อมกับ สิ่งไม่ดี ในอดีต แบบ แก้ไม่ได้ วางไม่ลง เอาไม่ออก เป็น สัญญา แห่งอกุศล ที่ เหมือนทำให้ ทั้งชีวิต ทั้งสติ ทั้งสมอง ทั้งความคิด ทั้งจิตใจ..ที่เป็นปัจจุบันนั้น เป็นทุกข์ ทันที....แม้จะ เหลือดี ถึง 75 ส่วน แต่ เมื่อ คิดถึง อดีต ที่ไม่ดี ที่เป็นอกุศล เพียง 25 ส่วน...ก็ ทำให้ ปัจจุบัน หมองเศร้า เปื้อน...กลายเป็น อกุศลทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ ไปเลย...ทุกข์เต็มๆ

และเมื่อทุกข์ กับอดีตที่แก้ไม่ได้ และ อดีตที่เป็นอกุศล ส่งผลทำให้ ปัจจุบัน ที่เหลือ 75 ส่วน ทุกข์ไปด้วย เปื้อนไปด้วย....ปัจจุบัน เลยไม่ดี กลายเป็น ทุกข์ เผาจิตใจ...สุดท้าย สมอง สติ ความคิด จิตใจ ก็พลอย...ไม่เอา ปัจจุบัน ไม่เอาอดีต....เพราะ เป็นทุกข์ ก็เลยหาทาง ทุกวิถีทาง เพื่อที่ กายใจ สติ สมอง ความคิดด จิตใจ และชีวิต....อยากหนี อยากทิ้ง อดีต กับ ปัจจุบัน ก็เลยส่งผลให้ ....กายใจ สติ ความคิด จิตใจ สมอง...ที่มีอยู่ ที่มีชีวิตอยู่ ...อยากไปให้พ้นๆ จากอดีต และ ปัจจุบัน ที่ จำได้ หมายรู้ สัญญาอกุศล ให้ได้....

คนเราเมื่อไม่พอใจอดีต ปัจจุบันของตนเอง....(แต่ยังไม่ตาย) หนีไม่ได้ หนีไม่พ้น ก็ เลย พากัน คิด..ถึง อนาคต(ที่ไม่ไช่ตัวตน ชีวิต ภพ ในปัจจุบัน) ก็เลย ส่งผลให้ สติ สมอง ความคิด จิตใจ...มัน สมุทัย ส่งออก(อยาก)...ในสิ่งที่เป็นอนาคต ที่ไม่ไช่ ชีวิต ที่เป็นอยู่ ที่ไม่ไช่ปัจจุบัน....ก็เลย พากัน ค้นหา อนาคต มาเพื่อ ดับทุกข์......ของอดีต ของปัจจุบัน....ค้นหาสิ่งที่ไม่มีในตน ในโลก...จากอนาคต หรือ ที่ไหนก็ได้...ที่ ไม่ไช่ของของตน ที่เป็นอยู๋ขณะนี้ มาดับทุกข์ ของปัจจุบันและอดีตที่ผ่านมา

และนี่เอง....คือ เมื่อ ไม่พอใจ อดีต ปัจจุบันแห่งตน..แล้ว เที่ยวค้นหา อนาคต ที่ ดี 100 ดีเต็มร้อย....เพราะ ไม่อยากเอา ไม่อยากยู่ ไม่อยากรู้ อดีตที่เป็นอกุศล 25ส่วน และ 25 ส่วนก็ ดึงให้ 75 ส่วนที่เหลือที่เป็นปัจจุบัน เปื้อนไปด้วย ทุกข์ไปด้วย..สุดท้าย ไม่ยอมรับ ปัจจุบันของตน...อยากหนีความจริง แห่งตน....ท่านก็ ยิ่ง ถลำลึก ห่างออกจาก ความจริง แห่งตน.....หาสัจธรรมแห่งตนไม่เจอสักที...เพราะ ตนเอง ไม่ยอมรับ ในสิ่งที่ตนเองเป็นอยู่ มีอยู่...ไม่ยอมรับกรรม ที่เป็น อดีต และกรรมที่เป็นปัจจุบัน

กลับแสวงหา อนาคต แสวงหา สิ่งที่ไม่มีในตน สิ่งที่ไม่มีในปัจจุบัน มาดับทุกข์...เช่นรอ หวัง กับ

อนาคต วันพรุ่งนี้ ที่ยังมาไม่ถึง ชาติหน้า..ภพหน้า...สิ่งเหล่านี้ ที่ไม่มีในตนที่เป็นปัจจุบัน นี่ หรือ จะมาช่วยดับทุกข์ กับเรื่องที่เกิด กับปัจจุบันได้

เช่นถ้าตอนนี้ เราหิวข้าว....ไปขอเพื่อน เพื่อนบอกว่า...พรุ่งนี้ เพื่อน ถึงมีเงิน..แล้ว มันจะได้กินหรือ ข้าว วันนี้....ทุกข์ของวันนี้ มันจะดับได้หรือ

อิอิ

ก็แค่ ยอมรับ ว่า อดีต ที่เป็น อกุศล นั้น เราทำเอง กรรมของเราเอง เป็นกรรมของเรา เราต้อง ยอมรับ กรรมที่มันส่งผล ให้ จิตใจ เป็นทุกข์นั้นได้
ต้องรับโทษแห่งกรรม แห่งตนให้ได้...เพื่อ จะได้ ไถ่โทษ...ให้หมด....

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

รูปภาพใหม่ เพื่อการศึกษาเพิ่มครับ เพิ่ม

รูปภาพใหม่ เพื่อการศึกษาเพิ่มครับ









เจ้าชายสิทธัตถะ...เคยมีรูปธรรม ที่ มากที่สุด สูงที่สุด ของความเป็นมนุษย์ ในโลก

แต่พอ ทิ้ง รูปธรรมเหล่านี้ แล้ว...ก็ไช่ว่า จะ ตรัสรู้ได้เลย


ท่านก็ได้ ลองทุกวิธีทาง ลองทุกสำนัก ...ลอง รับทุกขเวทนา ทุกอย่าง ..อย่างแสนสาหัส ในแบบที่ คนเรา ทั้งหลาย ยากที่จะทำได้ และ ทดลอง ได้ เหมือนที่ท่านทำ ท่านกล้าทำ กล้าเอา ตนเอง ทดลองเอง ด้วยตนเอง เพื่อ รู้ทุกอย่าง..ไม่ต้อง อาศัยใครเลย

สุดท้าย......พิณสามสาย คือ อะไร ...ก็เข้าใจได้ด้วยตนเอง
..............การเอาชนะพญามาร คืออะไร ก็ เข้าใจด้วยตนเอง
..............การตรัสรู้ รู้ ความจริง คืออะไร ด้วยอะไร ก็ ....ด้วยตนเอง
..............
ตรัสรู้ แล้ว นั่งพิจารณา ปัญญา ของสัตว์โลก ทั้งหลาย ว่า จะ เข้าใจ ในสิ่งที่เจ้าชาย เข้าใจนั้น.....มัน ไม่ง่ายเลย....นั่งพิจารณา...อยู่ นาน เกินที่มนุษย์คนใด จะนั่งพิจารณาได้ โดยไม่กิน ไม่นอน อยู่ ถึง 49 วัน....(ยังรอด)..คงไม่มีใครทำได้

.........
สุดท้าย เพราะข้าว มธุปายาส...เพียง ก้อนเดียว.....นี่แหล่ะ
จึงทำให้ ท่าน....ต้องเมตตา คนอื่นด้วยเมตตาของท่าน.....นั่นเพราะ คนอื่น ที่จริงแล้วนั้น คนเหล่านี้ คนที่ยังมีความเมตตา ในใจนั้น ยังมีอยู่ คนที่เขา ให้ทาน แก่ผู้อื่น ด้วยใจ นั้น ยังมีอยู่.....เราจะเอาสิ่งนี้แหล่ะ...เราจะลองเอาเมตตา ศรัทธา จากผู้อื่นนี้แหล่ะ...เป็นเชื้อ เป็น ประตู เป็นสายใย เพื่อ นำเมตตาในตน ไปสงเคาระห์ ต่อเชื้อ เมตตา ของคนเหล่านั้นได้....ใครไส่บาตร ทำทานด้วยใจ...เขาคือ ผู้ที่ก้าวผ่านสมมุติ ในใจของเขาในเรื่องนั้นๆ ได้
เขากล้าสละรูป เขาก็ จะได้นาม......กล้าสละสมมุติ ก็จะได้ สัมผัส วิมุติ....เขาบริจาคทาน ด้วยเพราะไม่เอาอะไรเลย เขาก็จะได้สัมผัส กับ ความไม่มีอะไร เขาก็จะได้ สัมผัส ความหลุดพ้น จาก สมมุติ ด้วย กรรม ที่เขาทำ

ใครดี...ย่อมมีดี ใครทำดี ย่อมได้ดี.....คนดี ความดีของเขา ย่อมนำพา พวกเขาเหล่านั้นพบกับ ทางที่ดี สิ่งที่ดี ชีวิตที่ดี ความปรารถนาที่ดี แน่นอน
คือ รูปภาพที่ อธิบาย แทน ...เส้นทาง ของการคิด เส้นทางของการค้นหา...อะไรก็ได้ ที่ ไม่มีในตน ไม่มีในโลก ไม่มีในปัจจุบัน ของตน.....เพื่อ นำสิ่งเหล่านั้น มาดับทุกข์ ที่เกิดขึ้นมาแล้ว กับอดีต และ ปัจจุบัน ที่ทุกข์อยู่ หรือ ปัจจุบัน ที่....ไม่ชอบ ไม่พอใจตนเองเหลือเกิน ทุกข์ กับ ตนเองเหลือเกิน ทุกข์ กับ ธาตุ 4 ขันธ์ 5 ที่ มีอยู่ในตน นี้เหลือเกิน
....

แต่การแสวงหา ...กลับเป็นการ แสวงหา สิ่งที่ ไม่มีในตน...เพราะคิดว่า สิ่งที่ตนมี ตนเป็น ตนรู้ ...คือ เหตุแห่งทุกข์ คือ ตัวทุกข์.....อยากทิ้งอดีต(สัญญา ความจำได้หมายรู้ กรรมอกุศลเก่าทั้งหลาย) อยากทิ้ง ปัจจุบัน...เพราะ ปัจจุบันก็ ทุกข์ กับ อดีต ทุกข์มันมาจากอดีต กรรมเก่า นี่เอง เมื่ออดีต ส่งผล ก็ทำให้ ปัจจุบัน ทุกข์ด้วย
....
สุดท้าย...ลบอดีตไม่ได้ ลืมสัญญาไม่ได้...ก็เลย เที่ยวค้นหา ..อนาคต สิ่งที่ยังมาไม่ถึง (ความคิด จินตนาการ ถึงสิ่งที่คิดว่า ดีกว่า ตัวตนในปัจจุบันที่เป็นอยู่ มีอยู่).....แต่คิดให้ตายยังไง ...มันก็ อนาคตที่ คิด ดีนั้น ก็เข้ามาอยู่ กับ สิ่ง ที่เป็น ปัจจุบันไม่ได้ เลย...เพราะ มันคือสิ่งที่ เป็น อนาคต.....ทุกคนก็รู้ว่า ....อนาคต จะดีได้ เป็นเพราะ ...กรรมดี ของ ปัจจุบัน เท่านั้น ที่ส่งผลให้ อนาคต ดีได้ และ ส่งผล มาเป็น ปัจจุบันที่ดีได้

ปัจจุบันดี...อนาคต ก็ต้องดี....แต่บังอิญ ปัจจุบันไม่ดี ปัจจุบันทุกข์ อดีตไม่ดี อดีตทุกข์...แล้ว สิ่งที่หวัง ว่า อนาคต ที่ดี จะมาเป็น ปัจจุบันที่ดี และ อดีตที่ไม่ดีนั้นกลับมาดีได้ ต่อจากนี้ไปนั้น...ดูเหมือน จะเป็นไปไม่ได้เลย....ทั้งหมดทั้งมวล มันมีอยู่ ในสติ ในสมอง ในจิตใจ ในความคิด....นี่เอง

แต่ทำไม ...คนเรา แก้ไข ความคิด ลบความคิด เอาชนะความคิด...ปล่อยวางความคิด ไม่ทุกข์กับความคิด....กัน ยาก เหลือเกิน

ยากนี่ เพราะ...ทำผิดวิธี หรือเปล่า....หรือ เพราะ ความไม่รู้....อ้อ อวิชชา ความไม่รู้...นี่เอง

มันเลย พ้นทุกข์ จาก สติของตน หัวสมองของตน ความคิดของตน จิตใจของตน...ไม่ได้ สักที

เฮ้อ...น่าฉงฉาน กันจัง

รูปภาพใหม่ เพื่อการศึกษา






ความเมตตา ในใจตนเอง ของ ทุกคนนั่นแหล่ะ....มันคือ ความดี กุศล ที่เป็นเชื้อ แห่งความดี นำพา ตัวท่านเอง ให้ได้พบกับ.....ศาสนาพุทธะ.....
แต่ไม่ได้หมายความว่า.....เส้นทาง มันจะง่าย โดย นั่งเฉยๆ แล้วเข้าใจ มันมาได้ ...ไม่

...
การทำทาน ความเมตตาที่ท่าน มีกับผู้อื่น...มันแค่ เป็นเหมือนกุญแจ เปิดประตูใจ ของท่านเท่านั้น.....เป็นแค่ กุญแจแห่งศรัทธา เพื่อ ...เปิดประตู บานแรก เท่านั้น

เพราะว่า...ความตั้งมั่น ความเพียร ขันติ ...เส้นทางที่ท่านต้องเดิน สู่ ความจริงนั้น...มัน ต้องแลกด้วย สมมุติ ทั้งหมด ที่ท่านมี.....

ท่านต้อง เชื่อ และศรัทธา...จากในหัวใจ ของตัวท่านเอง โดยหามีใคร บังคับ ข่มขู่ หรือ หลอกลวง ให้ ท่าน เชื่อ หรือ ศรัทธา ...ด้วย เล่ห็กลใดใดไม่

วัดศรัทธา...ด้วยใจ ล้วนๆ...นั่นก็คือ..ยอมสละทั้ง ชีวิตและจิตใจ..เท่านั้น

ทาน ศีล ภาวนา

ศีล สมาธิ ปัญญา

1.ละชั่วคือ ละเส้นทาง ที่ร้อนๆ 2.ยึดมั่นทางกุศล คือ หาเส้นทาง ที่ร่มเย็น 3.ชำระจิตของตนให้ พ้นจาก สมมุติ ทั้งปวง..พ้นจาก อุปทานใจทั้งหลาย ให้ได้
ความเป็น มนุษย์ ผู้ประเสริฐ ก็คือ เป็นพุทธะ....ผุ้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน...ด้วย ใจ

ทำปัจจุบันให้มันดีพร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วย สติที่ฝึกมาดีแล้ว...ไม่หลงโลก ไม่หลงสมมุติ ไม่หลง ดี ชั่ว ไม่หลงอุปทานใจ ทั้งหลาย....


เมื่อ ปัจจุบันดี ปัจจุบันที่ดี กลายเป็นอดีต ก็ จะเป็น อดีตที่ดี.....ปัจจุบัน ดี คือ เหตุปัจจัย ที่ ส่งผล ให้ อนาคต ดีแน่นอน......เมื่อไม่ทุกข์กับ ...อดีต ปัจจุบัน อนาคต...ได่ ก็ แสดงว่า ท่าน เป็น ผู้ ไม่ทุกข์ ไปกับ ...อดีต ปัจจุบัน อนาคต....อีกแล้ว

ท่านไม่ทุกข์กับ ....อดีต ที่ไม่เป็นนรก.....ปัจจุบันที่ไม่เป็น นรก....แต่เป็นปัจจุบันที่เป็นดั่งสวรรค์บนดิน ชีวิตจิตใจ โลกที่สวยงาม.....ดังนั้น เมื่อปัจจุบัน ดีแล้ว สมบูรณ์แล้ว....พอเพียง สุขแล้ว...อนาคตหรือ จะต้อง ขวนขวย อีก ทำไมเล่า.....เมื่อปัจจุบัน อิ่มแล้ว ไม่หิวแล้ว ก็ไม่ต้อง...คิดหา ค้นหา วิ่งไล่....ให้ เสียเวลาที่สุข อยู่กับปัจจุบัน

นี่แหล่ะ คือ ผู้ ที่ไม่ทุกข์กับ อดีต ปัจจุบัน อนาคต....ไม่มีนรกในอดีต ไม่หวังสวรรค์จากอนาคต....มันก็คือ ปัจจุบัน ที่ ดีแล้ว......เรียกว่า...ประเสริฐ แล้ว นี่เอง

นี่แหล่ะ พุทธะ...ผู้รู้ ผู้ ตื่น ผู้เบิกบาน....ผู้ ชนะ สามโลก
รูปใบนี้....แสดงถึงว่า มีหลายๆ คน ที่ มีสภาวะจิต...เข้าถึงความเป็นอรหันต์...ตรงนี้ อยู่กับสภาวะนี้

แต่ไม่รู้ว่า....จะ จัดการ กับ...วิญญาณ สังขาร สัญญา...สิ่งที่รู้ ตัวรู้ สิ่งที่คิด ตัวที่จำ ตัวที่ไม่ลืม สิ่งที่มี อัตตาตัวตน ที่มองไม่เห็น ความอยากที่มองไม่เห็น ..เหล่านี้ได้ยังไง


.....
ตรงนี้แหล่ะ....ใจไม่เปิด ศรัทธาไม่มีจริง.....ถ้าไม่เก่งเท่าพระพุทธเจ้า....อย่าคิดว่า จะทำเอง ได้ง่ายๆ เลย.....ตราบใดที่ ตนเองเก่งอยู่....ตนเองจะทำเอง ตนเองจะอยากรู้เอง...ก็จงทำไปเถอะ คงจะ..ได้คำตอบอยู่หรอก....

เพราะ ถ้าคิดเช่นนี้....ก็คงไม่มี คำว่า..ตถาคต..(แปลว่า ผู้ ชี้ ผู้ บอกทาง) ..หรอกมั้ง...ถ้าคิดจะทำเอง ค้นหาด้วยตัวเอง....คำว่า ผู้ชี้ทาง ผู้ บอกทาง...ก็ ดูเหมือน ว่า จะไร้ค่า ไร้ราคา เพราะท่านไม่ได้ ศรัทธา อะไร กับ ตถาคต....ของท่านเอาเสียเลย

ในการเดินทาง....ถ้าไม่ให้ความสำคัญ กับ ข้อมูลจากคนอื่น แผนที่ เส้นทาง และ ป้ายบอกทางแล้ว....ท่านจะงมหาเข็มในมหาสมุทรด้วยตัวเอง ก็ ไม่มีใครว่าท่านหรอกครับ เชิญตามสบาย

ถ้าคำว่า ตถาคต ไม่จำเป็น ไม่ต้องมี ....นั่นคือ ท่าน ไม่ได้ ศรัทธา...ต่อ ศาสดา..ของท่านเลย....

พวกท่าน ก็เลย ไม่เคย...เห็น ตถาคต....กับเขา จริงๆ สักที

ผู้ใดเห็นธรรม ผู้ นั้นเห็นเรา ตถาคต......อ่านกลับว่า....ผู้ใดเห็นตถาคต เชื่อ และศรัทธา ตถาคต ผู้นั้น ก็เห็นธรรม รู้ธรรม เช่นเดียวกับ ตถาคต.......แน่นอน

เอวัง..

รูปพระอาทิตย์ทรงกลด