ดังนั้น นิพพานของ สาวกภูมิ ทั้งหลาย นิพพานของอรหันต์ทั้งหลาย จึงไม่ไช่นิพพาน ในแบบของ พุทธภูมิ
นิพพานในแบบของพุทธภูมิ มันจะ เด่นชัดโดยทั่วหน้า ก็ ยุคพระศรีอาริย์ โน่นแหล่ะ
สมัยพุทธะ 5000 ปีนี้ ...นิพพานในแบบสาวกภูมิก็เอาเถอะ พอใจเถอะ...แล้วค่อยไป พบพระศรีอาริย์กันโดยทั่วหน้า..
พวกท่านอย่าได้พากันสงสัยในความเป็นพระพุทธเจ้า อย่าสงสัยในธรรมของพระพุทธเจ้า
จงพากันเรียนรู้ ความอยากของตนเอง ว่าเมื่อไหร่จะพอ เมื่อไหร่จะหยุดได้เสียที
แต่ผู้ที่เรียนรู้ธรรมจากพระมาแล้ว...ท่านต้องบวชแน่นอน ไม่งั้น จะเอาความรู้ที่มี ความสงสัยที่ได้ ออกได้ยังไง
ท่านต้อง มอบกายถวายชีวิตนี้แด่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แน่นอน....เพราะเป็น ฆราวาสอยู่ดีไม่ว่าดี อยากเรียนธรรมที่เป็นของ สาวกภูมิ อยากเรียนธรรมะที่เป็นของสมมุติสงฆ์
คนธรรมดา พระพุทธเจ้าท่านให้เอาธรรมะ มาใช้ในชีวิตประจำวันเลย ไม่ได้ ให้พากันไปเรียน สักกะหน่อย
เฮ้อ...นี่แหล่ะ ความอยาก ล่ะ
อย่างตัวหนังสือ ให้เอามาใช้เลย...เรียนรู้การใช้เลย ไม่ได้ให้ ไปสงสัย ว่า ตัวหนังสือเกิดมาได้อย่างไร
โทรศัพท์ ก็ เรียนรู้การใช้เลย ไม่ต้อง ไปสงสัย ว่าทำมายังไง สร้างยังไง....อยากรู้กันจัง
รถ ก็ให้เอาเรียนรู้การใช้งาน ขับให้เป็น ไม่ไช่ ..มาสงสัยว่า รถสร้างมาได้ยังไง มันทำงานยังไง..ตกลง อยาก อีกแล้วสินะ
นี่แหล่ะ อยาก อยาก อยาก....แต่ไม่พากัน เห็นโทษของการอยาก......อิอิ เชิญอยากให้พอก็แล้วกัน
วะฮ่าฮ่า
ที่ผ่านมา การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความไม่เที่ยงทั้งหลาย คือ เหตุแห่งทุกข์....เมื่อพวกเรารู้แล้ว ว่า ทุกข์เกิดแต่เหตุ พวกนี้ ดังนั้น...ผู้มีปัญญา ทั้งหลาย..ก็ต้อง มีปัญญามองเห็นความจริงที่ว่า...ทุกข์หรือสุข อยู่ด้วยกัน อยู่ที่เดียวกัน ดังนั้น เรามาเปลี่ยน เหตุแห่งทุกข์ให้ กลายมาเป็น เหตุแห่งสุข กันเถอะ ด้วยสมอง สองมือ และปัญญา และ กำลัง ที่เราจะร่วมมือกัน ...เปลี่ยนแปลงเหตุแห่งทุกข์ให้มาเป็นเหตุแห่งสุข และสร้างความสุขให้กันและกัน ได้ โดย จะไม่สร้างความทุกข์ให้กันและกันอีกต่อไป อีกต่อไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น